Thailandia

คนละครึ่ง ทวนอีกครั้ง “ใครได้-ไม่ได้” เช็กเลย

ประชาชาติ - 45 min 15 sec fa

ทบทวนเงื่อนไขสิทธิ์ “ใครได้” และ “ใครไม่ได้” ลงทะเบียน “คนละครึ่ง” รอบใหม่ 20 ม.ค. 64

วันที่ 20 มกราคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. มีมติเห็นชอบ ให้เปิดลงทะเบียน โครงการ “คนละครึ่ง” รอบใหม่ ในวันที่ 20 มกราคม ผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com โดยยังคงเงื่อนไขการลงทะเบียนเช่นเดียวกับในระยะที่ 1 และ 2

“ประชาชาติธุรกิจ” รวบรวมข้อมูลที่เป็นเงื่อนไข สำหรับผู้ที่มีสิทธิ์ลงทะเบียน และไม่มีสิทธิ์ลงทะเบียน มาให้อีกครั้ง ดังนี้

ผู้ที่มีสิทธิ์ลงทะเบียน
  1. มีบัตรประจำตัวประชาชนและเป็นบุคคลสัญชาติไทย
  2. อายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน
  3. ไม่เป็นผู้ได้รับสิทธิ์โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับสิทธิ์และใช้สิทธิ์ในโครงการ “คนละครึ่ง” แล้ว จะไม่ได้รับสิทธิ์ในโครงการ “ช้อปดีมีคืน”

ผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิ์ลงทะเบียน
  1. ผู้ที่ไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน และไม่เป็นบุคคลสัญชาติไทย
  2. อายุต่ำกว่า 18 ปี
  3. ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
  4. ผู้ที่เข้าร่วมโครงการ “ช้อปดีมีคืน”

อ่านข่าวต้นฉบับ: คนละครึ่ง ทวนอีกครั้ง “ใครได้-ไม่ได้” เช็กเลย

Categorie: Thailandia

เปิดขั้นตอนลงทะเบียน “คนละครึ่ง” รอบใหม่ 1.34 ล้านสิทธิ์

ประชาชาติ - 50 min 42 sec fa

เปิดขั้นตอนการลงทะเบียนโครงการคนละครึ่ง “รอบใหม่” จากผู้ตกหล่น ระยะที่ 1 และ ระยะที่ 2 รวม 1.34 ล้านสิทธิ์

วันที่ 20 มกราคม 2564 โครงการ “คนละครึ่ง” จะเปิดให้ประชาชนที่สนใจเข้าร่วมลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ “รอบใหม่” เพิ่มอีก 1.34 ล้านสิทธิ์

ทั้งนี้ จำนวนสิทธิ์ดังกล่าว มาจากผู้ที่พลาดสิทธิ์ ใน “คนละครึ่ง” ระยะที่ 1 และ ระยะที่ 2 อีกทั้งยังมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขเพิ่มเติมว่า

ผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์ในระยะที่ 1 และ ระยะที่ 2 จากการไม่ใช้สิทธิ์ภายในระยะเวลา 14 วัน หลังจากได้รับสิทธิ์ สามารถลงทะเบียนในรอบใหม่ที่จะถึงนี้ได้

“ประชาชาติธุรกิจ” รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับวิธี รวมถึงกำหนดการการลงทะเบียน “คนละครึ่ง” รอบใหม่ เพื่อให้ผู้ที่สนใจลงทะเบียนปฏิบัติได้ถูกต้อง ดังนี้

วัน-เวลา ลงทะเบียน
  • เปิดลงทะเบียน วันที่ 20 มกราคม 2564 ตั้งแต่เวลา 06.00 – 23.00 น. ผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com
สิ่งที่ต้องเตรียม เพื่อกรอกข้อมูล
  • ชื่อ-นามสกุล
  • เลขบัตรประจำตัวประชาชน
  • รหัสหลังบัตรประจำตัวประชาชน
  • วัน เดือน ปีเกิด
  • เบอร์โทรศัพท์มือถือที่จะใช้ติดตั้งแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง
  • กรอกรหัส OTP ที่ส่งเข้ามายังเบอร์มือถือของผู้ที่ลงทะเบียน
ขั้นตอนการลงทะเบียน
  • เข้าไปที่เว็บไซต์ คนละครึ่ง (คลิกที่นี่) เพื่อลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ
  • กดปุ่มสีเหลืองที่ระบุว่า “ลงทะเบียนรับสิทธิ์”
  • กดปุ่มสีแดงที่ระบุว่า “ลงทะเบียนรับสิทธิ์สำหรับประชาชน” (คลิกที่นี่)
  • จะพบกับแถบข้อความที่ระบุว่า “หากท่านได้รับสิทธิ์และมีการใช้สิทธิ์โครงการคนละครึ่งเฟส 1 หรือ เฟส 2 ท่านจะไม่ได้รับสิทธิในการเข้าร่วมมาตรการช้อปดีมีคืน”
  • หากยอมรับเงื่อนไขให้เลือกปุ่มสีฟ้า ที่ระบุว่า “ลงทะเบียนรับสิทธิ์”
  • อ่านรายละเอียดข้อตกลงและความยินยอมก่อนเข้าร่วมโครงการ หากต้องการเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งกดตกลงยินยอม
  • กรอกข้อมูลส่วนตัว เพื่อใช้ยืนยันลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ประกอบด้วย ชื่อ-นามสกุล, เลขบัตรประจำตัวประชาชน, รหัสหลังบัตรประจำตัวประชาชน, วันเดือนปีเกิด, เบอร์โทรศัพท์
  • กรอกรหัส OTP ที่จะส่งเข้ามายังเบอร์มือถือของผู้ที่ลงทะเบียน
  • เมื่อระบบได้รับข้อมูลแล้วให้ผู้ลงทะเบียนรอรับผลผ่าน SMS หากได้รับความที่ระบุว่า “ท่านได้รับสิทธิ์ โปรดใช้สิทธิ์ครั้งแรกภายในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2564 ผ่านแอพพลิเคชั่นเป๋าตัง” หมายความว่าท่านได้รับสิทธิ์เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งในเฟสที่ 2
ยืนยันตัวตนผ่าน “เป๋าตัง”
  • เมื่อดาวน์โหลดติดตั้งลงในโทรศัพท์มือถือเรียบร้อยแล้ว ให้เปิดแอพพลิเคชั่น “เป๋าตัง” ที่ติดตั้งแล้วขึ้นมา
  • จากนั้นแอพพลิเคชั่น จะให้เรายืนยันตัวตนผู้ใช้งานอีกครั้ง ผ่านรหัสลับ OTP ซึ่งก็ต้องให้กรอกเบอร์โทรศัพท์มือถือผู้ใช้งานลงไปเพื่อรอรับรหัส OTP
  • จากนั้นระบบจะทำการส่งรหัส OTP มาทางข้อความ ในโทรศัพท์มือถือ พอได้มาแล้วก็ให้คุณกรอกรหัสนั้นลงไปในแอพพลิเคชั่น
  • จากนั้น ระบบจะขอ PIN หรือรหัส 6 หลัก ผู้ใช้จะต้องตั้งรหัสรักษาความปลอดภัย 6 หลักนี้เพื่อเข้าใช้งานแอพพลิเคชั่น “เป๋าตัง” ทุกครั้ง ดังนั้นผู้ใช้จึงต้องจำรหัส 6 หลักนี้ไว้ให้ดี เพื่อใช้ในการเข้าสู่แอพพลิเคชั่น
  • เมื่อได้รหัส 6 หลักแล้ว ก็สามารถนำรหัสนี้เข้าใช้งานแอพพลิเคชั่น “เป๋าตัง” ได้แล้ว

อ่านข่าวต้นฉบับ: เปิดขั้นตอนลงทะเบียน “คนละครึ่ง” รอบใหม่ 1.34 ล้านสิทธิ์

Categorie: Thailandia

ค้าปลีกอังกฤษเข้มสกัดโควิด เพิ่มทีม รปภ.-แบนลูกค้าไม่ใส่แมสก์

ประชาชาติ - 2 ore 32 min fa

ปัจจุบันสหราชอาณาจักรเป็นหนึ่งในประเทศที่กำลังเผชิญกับการระบาดของโรคโควิด-19 รอบใหม่ในระดับหนักหน่วง และแม้จะเริ่มกระบวนการฉีดวัคซีนไปแล้ว และใช้มาตรการล็อกดาวน์เป็นครั้งที่ 3 แต่สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นนัก โดยช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีผู้ติดเชื้อรายใหม่ถึงวันละ 4.5 หมื่นคน และมีผู้เสียชีวิตกว่า 1 พันคนในเพียงวันเดียว

สถานการณ์นี้บีบให้ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ในอังกฤษ ทั้งเทสโก้, เอเอสดีเอ, อัลดิ, มอริสัน และไวโทส พร้อมใจกันตัดสินใจประกาศมาตรการให้เด็ดขาด ห้ามลูกค้าที่ไม่ใส่หน้ากากเข้าร้าน รวมถึงเพิ่มเติมข้อกำหนดอื่น ๆ พร้อมกับเพิ่มทีมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเพื่อบังคับใช้มาตรการต่าง ๆ แบบเข้มข้น ต่างจากที่ผ่านมาที่ยังมีการอะลุ่มอล่วยให้สามารถเข้าใช้บริการได้บ้าง

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า การตัดสินใจอย่างพร้อมเพรียงของผู้ค้าปลีกรายใหญ่ในเกาะอังกฤษครั้งนี้เป็นผลจากสถานการณ์การระบาดที่ยังย่ำแย่ และจำนวนผู้ใช้บริการที่ล้นทะลัก เนื่องจากมาตรการล็อกดาวน์ทำให้ร้านค้า ร้านอาหาร รวมถึงผับบาร์จำนวนมากต้องปิดชั่วคราว จนดีมานด์ทั้งหมดมารวมกันที่ซูเปอร์มาร์เก็ตของบรรดาผู้ค้าปลีกรายใหญ่

“เทสโก้” ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ของอังกฤษระบุในแถลงการณ์ว่า ตามมาตรการใหม่นี้ลูกค้าที่ปฏิเสธไม่ยอมสวมหน้ากากอนามัย หรืออุปกรณ์ป้องกันอื่น ๆ จะไม่สามารถเข้าใช้บริการได้ ยกเว้นจะเข้าข้อยกเว้นตามที่รัฐบาลกำหนด เช่น มีอาการเจ็บป่วยในบางโรค

นอกจากนี้ ยังจำกัดจำนวนผู้ใช้บริการด้วยการให้ลูกค้าเข้าใช้บริการเพียงคนเดียวต่อครอบครัว ยกเว้นผู้ปกครองที่มากับเด็กเล็ก หรือผู้สูงวัยที่ต้องมีคนดูแล พร้อมกันนี้ได้เพิ่มจำนวนพนักงานรักษาความปลอดภัยในทุกสาขาเพื่อความเรียบร้อย

“มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อความปลอดภัยของทั้งลูกค้าและพนักงาน โดยบริษัทมีหน้ากากฟรีแจกให้กับลูกค้าที่ไม่ได้นำหน้ากากมาอยู่แล้ว จึงต้องของดให้บริการกับผู้ที่ปฏิเสธไม่สวมหน้ากาก”

ไปในทิศทางเดียวกับเซนส์บูรีส์ที่จัดทีมพนักงานรักษาความปลอดภัยมาดูแลพื้นที่บริเวณทางเข้าออกของสาขา เพื่อรับมือกับลูกค้าที่ไม่ยอมสวมหน้ากาก หรือพยายามเข้าร้านเป็นกลุ่ม

โดย “ไซมอน โรเบิร์ต” ซีอีโอของเซนส์บูรีส์อธิบายว่า บริษัทได้จับตาเทรนด์การใช้บริการของลูกค้าในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา พบว่ายังมีลูกค้าบางรายเข้ามาใช้บริการโดยไม่สวมหน้ากาก ทำให้ลูกค้ารายอื่นรวมถึงพนักงานเสี่ยงกับการติดโรค จึงต้องเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการขึ้น

ด้านเอเอสดีเอระบุว่า ได้เพิ่มเจ้าหน้าที่อีก 1,000 คนมาดูแลด้านมาตรการสวมหน้ากากและเว้นระยะห่างร่วมกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในสาขาต่าง ๆ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2563 ที่ผ่านมา โดยหากลูกค้าลืมนำหน้ากากทางบริษัทจะแจกให้ฟรีอยู่แล้ว แต่กรณีที่ปฏิเสธการใส่โดยไม่มีข้อยกเว้นทางการแพทย์ จะถูกห้ามเข้าหรือเชิญออกจากร้าน

ส่วนมอริสัน และไวโทสย้ำชัดเจนว่า ขณะนี้การส่วมหน้ากากเป็นเงื่อนไขหนึ่งในการเข้าใช้บริการของทาง 2 แบรนด์ และพร้อมบังคับใช้อย่างเต็มที่

ทั้งนี้ นอกจากประเด็นเรื่องความปลอดภัยแล้ว การกดดันของรัฐบาลอาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งของการยกระดับมาตรการในครั้งนี้ โดยเมื่อต้นสัปดาห์ “นาดิม ซาฮาวี” รัฐมนตรีผู้ดูแลการจัดหา-กระจายวัคซีนของรัฐบาลอังกฤษ แถลงข่าวในทำนองว่า ผู้ค้าปลีกในอังกฤษอาจยังไม่บังคับใช้มาตรการสกัดการแพร่ระบาดอย่างจริงจังมากพอ

หลังจากนี้ ต้องจับตาดูว่าแผนบังคับใช้มาตรการควบคุมโรคอย่างจริงจังเหล่านี้จะได้ผลมากน้อยเพียงใด

อ่านข่าวต้นฉบับ: ค้าปลีกอังกฤษเข้มสกัดโควิด เพิ่มทีม รปภ.-แบนลูกค้าไม่ใส่แมสก์

Categorie: Thailandia

กทม. เปิดไทม์ไลน์ 22 คน ติดโควิด พนักงานตลาดอินดี้-โรงงาน-รัฐวิสาหกิจ

ประชาชาติ - 3 ore 21 min fa

กทม.เปิดไทม์ไลน์ติดโควิด 22 ราย พบไปพื้นที่เสี่ยงบางขุนเทียน จอมทอง ร้านNew Jazz Plaza มีผู้ช่วยผู้จัดการบริษัท พนักงานโรงงาน รัฐวิสาหกิจ พนักงานตลาดอินดี้ ช่างซ่อมลิฟท์ พนักงานขับรถ เดินห้าง ตลาด ร้านอาหาร ไปงานศพ ทำบุญหลายวัด เยี่ยมญาติที่โรงพยาบาล

วันที่ 19 ม.ค.2564 เวลา 20.30 น.ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากรุงเทพมหานคร(กทม.)สรุปพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 20 ธ.ค. 2563 – 19 ม.ค. 2564 รวม 606 ราย

จากการสอบสวนโรคผู้ติดเชื้อถึงวันที่ 18 ม.ค. 2564 (593 ราย) เป็นคนต่างจังหวัดที่ Admit โรงพยาบาลในพื้นที่ กทม. 139 ราย และเป็นคนที่อยู่ในพื้นที่ กทม. 454 ราย

เป็นการติดเชื้อในประเทศ ส่วนใหญ่มาจากการสัมผัสผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้า การไปสถานบันเทิง สถานที่ชุมชน และการตรวจเชิงรุกในตลาด สถานประกอบการ และชุมชน

สำหรับไทม์ไลน์แถลงไปแล้ว 496 ราย และวันนี้ มีไทม์ไลน์ผู้ติดเชื้อที่อยู่ใน กทม. ซึ่งได้สอบสวนโรคเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพิ่มอีก 22 ราย ตั้งแต่รายที่497-511 และรายที่512-518เป็นผู้ป่วยจากต่างจังหวัดที่เข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาลในพื้นที่กทม. โดยมีรายละเอียดตามกราฟฟิค

โดยทั้ง 22 รายพบมีหลายอาชีพ เช่น เป็นผู้ช่วยผู้จัดการบริษัทเขตยานนาวา พนักงานขับรถ พนักงานรัฐวิสากิจเขตบางกะปิ พนักงานบริษัทเขตบางขุนเทียน พนักงานโรงงานแขวงแสมดำ เสมียนบริษัทแถวคลองเตย ช่างซ่อมลิฟท์แถวพระราม2 พนักงานออฟฟิศตลาดอินดี้ดาวคะนอง กลุ่มพนักงานโรงงานแขวงแสมดำเขตบางขุนเทียน กลุ่มเสี่ยงร้าน New Jazz Plaza

จากไทม์ไลน์มีเดินทางไปหลายพื้นที่ เช่น ทำบุญที่วัดหัวลำโพง,บูททีจีโฟนและซัมซุงเซ็นทรัลพระราม3,ทำบุญวัดไผ่เงิน,มูลนิธิปอเต็กตึงแถวสามย่าน,ตลาดวัดเรืองยศ,ร้านอาหารแถววุฒากาศ,ตลาดวรจักร,วัดคู่สร้างอ.พระประแดง,ซื้อของที่เซเว่น,ตลาดวัดนาคนิมิตร,ตลาดอินดี้ดาวคะนอง,เซเว่นปากซอยแสมดำ,เดอะมอลล์ท่าพระ,ป.กุ้งเผาปิ่นเกล้า,ธนบุรีคาเฟ่ เป็นต้น

อ่านข่าวต้นฉบับ: กทม. เปิดไทม์ไลน์ 22 คน ติดโควิด พนักงานตลาดอินดี้-โรงงาน-รัฐวิสาหกิจ

Categorie: Thailandia

เชียงใหม่ ปลดล็อกคำสั่งปิดพื้นที่เสี่ยง นั่งกินแอลกอฮอล์ในร้านได้ ไม่เกิน 4 ทุ่ม

ประชาชาติ - 3 ore 33 min fa

ผู้ว่าฯเชียงใหม่ ประกาศยกเลิกคำสั่งปิดพื้นที่เสี่ยง สามารถนั่งกินแอลกอฮอล์ในร้านได้ ไม่เกิน 4 ทุุ่ม

วันที่ 19 มกราคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงาน นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ประกาศผ่อนคลายมาตรการปิดสถานที่เสี่ยงแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19

โดยยกเลิกข้อ 2 ในคำสั่งที่ 6/2564 กรณีให้ปิดสถานที่ที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการแพร่ของโรค ได้แก่ 1 สนามมวย สถานที่ฝึกซ้อมมวย สนามแสดงศิลปะมวยไทย เว้นสนามที่ตั้งในสถานศึกษาและเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวกับการเรียนการสอน และ 2 สถานที่ซึ่งมุ่งเน้นการขาย จ่ายแจก แลกเปลี่ยน สุรา เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อดื่มกินในสถานที่และบริเวณนั้น

และยกเลิกคำสั่ง 7/2564 1.ให้ร้านอาหารหรือเครื่องดื่มให้เปิดโดยจัดที่นั่งกินที่ร้านได้ ระหว่าง 05.00 น. – 22.00 น. หลังจากนั้นให้จำหน่ายกลับไปกินที่บ้าน 2. ห้ามบริโภคสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในสถานที่ดังกล่าว 3.ห้ามแสดงดนตรีหรือการแสดงอื่นใดเพื่อการบันเทิง การเต้น

ซึ่งจากการยกเลิกคำสั่งดังกล่าว ร้านอาหารหรือเครื่องดื่ม สามารถใช้สถานที่เพื่อการบริโภคสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ได้ไม่เกิน 22.00 นาฬิกา

 

อ่านข่าวต้นฉบับ: เชียงใหม่ ปลดล็อกคำสั่งปิดพื้นที่เสี่ยง นั่งกินแอลกอฮอล์ในร้านได้ ไม่เกิน 4 ทุ่ม

Categorie: Thailandia

แถลงการณ์สำนักพระราชวัง กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงย้ายไปผ่าตัดที่ รพ.จุฬาฯ

ประชาชาติ - 4 ore 49 min fa

วันที่ 19 มกราคม 2564 สํานักพระราชวังออกแถลงการณ์ เรื่อง สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระประชวร ฉบับที่ 2 ความว่า

“ตามที่ สํานักพระราชวังมีแถลงการณ์เกี่ยวกับสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงประสบอุบัติเหตุระหว่างทรงพระดําเนิน ออกกําลังพระวรกาย ทรงได้รับบาดเจ็บที่ข้อพระบาททั้งข้างซ้ายและข้างขวา เป็นเหตุให้ทรงพระดําเนิน ไม่สะดวก เมื่อวันจันทร์ ที่ 11 มกราคม พุทธศักราช 2564 เวลาเช้า เป็นที่ทราบโดยทั่วแล้วนั้น

คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษา ได้ร่วมกันวินิจฉัยเห็นว่า ควรถวายการรักษาด้วยวิธีผ่าตัด จึงได้กราบบังคมทูลเชิญ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดําเนินไปประทับ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ในวันอังคาร ที่ 19 มกราคม พุทธศักราช 2564 เพื่อทรงรับการผ่าตัดรักษาข้อพระบาททั้งสองข้าง โดยคณะแพทย์จากโรงพยาบาล พระมงกุฎเกล้าและโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ร่วมกันถวายการรักษา

จึงประกาศมาให้ทราบโดยทั่วกัน”

อ่านข่าวต้นฉบับ: แถลงการณ์สำนักพระราชวัง กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงย้ายไปผ่าตัดที่ รพ.จุฬาฯ

Categorie: Thailandia

“ศักดิ์สยาม” สั่ง คมนาคมพร้อมรับมาตรการ “เราชนะ” ศึกอภิปรายสัมปทานรถไฟฟ้า

ประชาชาติ - 5 ore 32 min fa

เมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2564 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ได้สั่งการที่ประชุมหัวหน้าหน่วยและผู้บริหารภายในกระทรวงคมนาคมจัดเตรียมแผนรองรับมาตรการ”เราชนะ”ของกระทรวงการคลัง ซึ่งมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระทรวง 2 ส่วนคือ

เตรียมข้อมูลรับศึกอภิปราย

1.กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ไปดูเรื่องรถรับจ้างสาธารณะ และกรมการขนส่งทางราง (ขร.) ร่วมกับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ในประเด็นการขนส่งทางรางของรถไฟและรถไฟฟ้าสายต่างๆ จึงให้ทั้ง 3 หน่วยเร่งประสานรายละเอียดกับกระทรวงการคลัง เพื่อให้ได้รายละเอียดการปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าว แล้วนำมาจัดประชุมผู้ประกอบการขนส่งด้านต่างๆ จะไพ้แจ้งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบ

ยังให้ทุกหน่วยงานเตรียมข้อมูลในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันที่ 16-19 ก.พ. 2565 โดยให้นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคมรีบไปจัดทำข้อมูล ซึ่งประเด็นที่คาดว่าจะมีการอภิปราย ได้แก่ สัมปทานสัญญาสายสีเขียว, การประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม เป็นต้น และภายในสิ้นเดือน ม.ค. 2564 นี้ข้อมูลต่างๆที่ทำไว้จะต้องแล้วเสร็จ

ส่งงบ 65 ถึงสำนักงบฯแล้ว

ด้านนายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมได้ส่งร่างงบประมาณปี 2565 ถึงสำนักงบประมาณแล้ว และได้แจ้งให้ทุกหน่วยงานเตรียมรายละเอียดของแผนงานต่างๆ ชี้แจงกับสำนักงบประมาณ กรณีที่มีการเรียกให้ชี้แจงแผนงานต่างๆ ซึ่งอาจจะมีการปรับลดงบประมาณลง โดยเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานคำนึงถึงการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงด้วย

อ่านข่าวต้นฉบับ: “ศักดิ์สยาม” สั่ง คมนาคมพร้อมรับมาตรการ “เราชนะ” ศึกอภิปรายสัมปทานรถไฟฟ้า

Categorie: Thailandia

อนุมัติงบกลาง 166 ล้านบาทจ่าย vat ซื้อวัคซีน บ.แอสตร้าเซนเนก้า 26 ล้านโด๊ส

ประชาชาติ - 6 ore 9 min fa

เมื่อเวลา 19 มกราคม 2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบอนุมัติวงเงิน 166,530,000 บาท สำหรับจ่ายเป็นค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม (ร้อยละ 7.0 ของมูลค่าวัคซีนที่จอง) ในการจองวัคซีน AstraZeneca ล่วงหน้าจำนวน 26 โด๊ส ในโครงการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำหรับประชาชนไทย เป็นวงเงิน 6,216.25 ล้านบาท โดยเพิ่มงบประมาณในส่วนการจัดหาวัคซีนโดยการจองล่วงหน้าผ่านความร่วมมือแบบทวิภาคีกับบริษัท AstraZeneca เป็น 2,545.9606 ล้านบาท จากเดิม 2,379.4306 ล้านบาท

นายอนุชากล่าวว่า เป็นการขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 ปรับกรอบงบประมาณโครงการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำหรับประชาชนไทย โดยการจองล่วงหน้า (AstraZeneca) จากวงเงิน 6,049.72 ล้านบาท เป็นวงเงิน 6,216.25 ล้านบาท โดยเพิ่มงบประมาณในส่วนการจัดหาวัคซีนโดยการจองล่วงหน้าผ่านความร่วมมือแบบทวิภาคีกับบริษัท AstraZeneca จาก 2,379.4306 ล้านบาท เป็น 2,545.9606 ล้านบาท เพื่อให้มีงบประมาณเพียงพอสำหรับภาษีมูลค่าเพิ่มในการดำเนินงานดังกล่าว

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข โดยสถาบันวัคซีนแห่งชาติ จะได้เบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการบรรเทา แก้ไขปัญหา และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ต่อไป

อ่านข่าวต้นฉบับ: อนุมัติงบกลาง 166 ล้านบาทจ่าย vat ซื้อวัคซีน บ.แอสตร้าเซนเนก้า 26 ล้านโด๊ส

Categorie: Thailandia

เราชนะ ไม่โอนเงินสด “อาคม” แจงเหตุผล ชาวเน็ตไม่ปลื้ม

ประชาชาติ - 6 ore 29 min fa

หลัง ครม. เคาะโครงการ “เราชนะ” ประชาชนบางส่วนคาดหวังว่าจะได้รับเงินสดจากโครงการนี้ แต่รัฐบาลไม่ใช้วิธี “โอนเงินสด” ให้ 

วันที่ 19 มกราคม 2564 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงรายละเอียดโครงการ “เราชนะ” กรณีไม่โอนเงินสดให้ประชาชน ระบุว่า สำหรับโครงการเราชนะ ไม่สามารถกดออกมาใช้เป็นเงินสดได้ แต่รูปแบบจะใช้ร่วมกับร้านค้าที่เข้าร่วมมาตรการของรัฐ เช่น ร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง และร้านค้าและผู้ให้บริการที่มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการเราชนะ ซึ่งขณะนี้มีร้านค้าเข้าร่วมโครงการแล้ว 1 ล้านแห่ง

ส่วนกรณีที่ประชาชนเรียกร้องอยากให้จ่ายเป็นเงินสดมากกว่า เพื่อนำไปใช้หนี้นอกระบบนั้น เบื้องต้น กระทรวงการคลังไม่ได้สนับสนุนหนี้นอกระบบ ซึ่งการนำเงินไปใช้จ่ายลักษณะนั้นก็ไม่สนับสนุน ซึ่งมาตรการดังกล่าวต้องการลดค่าครองชีพให้กับประชาชน เพื่อบรรเทาภาระความเดือดร้อนจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบใหม่

นอกจากนี้ ยังต้องการสนับสนุนสังคมไร้เงินสด ส่วนคนไม่มีโทรศัพท์สมาร์ทโฟนเชื่อว่าจะเป็นส่วนน้อย เพราะบางส่วนก็ถือบัตรสวัสดิการอยู่แล้ว แต่หากใครไม่มีก็ต้องขอรบกวนเพราะตอนนี้ราคาไม่แพงแล้ว และขอย้ำว่าคนร่วมโครงการเราชนะสามารถใช้สิทธิร่วมกับคนละครึ่งได้ ขณะเดียวกันร้านค้า หาบเร่แผงลอยที่ขายของรับเงินจากเป๋าตัง ก็สมัครร่วมเราชนะได้เช่นกัน

ทั้งนี้ ยืนยันว่ากระทรวงการคลัง และธนาคารกรุงไทย มีระบบตรวจสอบการทุจริต แม้จะขยายการใช้งานครอบคลุมไปถึงภาคบริการ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการตรวจจับร้านค้าที่ทุจริตในโรงการคนละครึ่งแล้วกว่า 900 ราย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ

มติชน รายงานว่า ระหว่างที่นายอาคมไลฟ์สดผ่านเพจสถานีข่าวกระทรวงการคลัง โดยมีผู้รับชมนับหมื่นคน ซึ่งส่วนใหญ่ต่างเข้าไปแสดงความเห็นเกี่ยวกับมาตรการดังกล่าว ซึ่งความเห็นเป็นไปในทางเดียวกันว่า ขอเป็นเงินสดดีกว่า อีกทั้งมองว่ารัฐบาลคิดเรื่องมาตรการเยียวยาเอง โดยไม่ฟังเสียงประชาชน

ภาพจาก มติชน

อ่านข่าวต้นฉบับ: เราชนะ ไม่โอนเงินสด “อาคม” แจงเหตุผล ชาวเน็ตไม่ปลื้ม

Categorie: Thailandia

เคาะ ขยายเพดานจำหน่ายหนี้สูญบริษัท-ห้างหุ้นส่วน

ประชาชาติ - 6 ore 37 min fa

เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบปรับปรุงหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขของการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลทั่วไปและของสถาบันการเงิน เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้และสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน รวมถึงเป็นไปตามหลักเกณฑ์การจัดชั้นสินทรัพย์ทางการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่กำหนดขึ้นใหม่ ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงการจัดชั้นลูกหนี้จากเดิม 6 ชั้น คือ ชั้นปกติ กล่าวถึงเป็นพิเศษหรือควรระวังเป็นพิเศษ ต่ำกว่ามาตรฐาน สงสัย สงสัยจะสูญ และสูญ ปรับเป็น 3 ชั้น ได้แก่ ชั้นที่ 1 ไม่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิต (Performing) ชั้นที่ 2 มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิต (Under-Performing) และ ชั้นที่ 3 มีการด้อยค่าด้านเครดิต (Non-Performing) โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา

น.ส.รัชดากล่าวว่า สำหรับหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขของการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลทั่วไปและของสถาบันการเงิน มีสาระสำคัญ ดังนี้ 1.เพิ่มวงเงินการจำหน่ายหนี้สูญของลูกหนี้แต่ละราย จากเดิมเกิน 500,000 บาทขึ้นไป เป็นเกิน 2,000,000 บาทขึ้นไป และกำหนดขั้นตอนให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ติดตามทวงถามให้ชําระหนี้ตามสมควร โดยมีหลักฐานการติดตามทวงอย่างชัดเจน แต่ไม่ได้รับการชำระหนี้ หรือฟ้องลูกหนี้ในคดีแพ่งหรือยื่นคำขอเฉลี่ยหนี้ในคดีแพ่งที่ลูกหนี้ถูกเจ้าหนี้รายอื่นฟ้อง เป็นต้น

2.เพิ่มวงเงินการจำหน่ายหนี้สูญของลูกหนี้แต่ละราย จากเดิมไม่เกิน 500,000บาท เป็นไม่เกิน 2,000,000บาท และกำหนดขั้นตอนให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ติดตามทวงถามให้ชําระหนี้ตามสมควร โดยมีหลักฐานการติดตามอย่างชัดเจน แต่ไม่ได้รับการชำระหนี้ หรือฟ้องลูกหนี้ในคดีแพ่งและศาลมีคำสั่งรับฟ้องแล้ว เป็นต้น

3.กำหนดวงเงินการจำหน่ายหนี้สูญของลูกหนี้รายย่อยของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลทั่วไป จากเดิมไม่เกิน 100,000 บาท เป็นไม่เกิน 200,000 บาท 4.กำหนดให้การจำหน่ายหนี้สูญที่มีจำนวนไม่เกิน 200,000 บาท ไม่ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ในข้อที่ 1 หรือ 2 ข้างต้น ถ้าปรากฏว่ามีหลักฐานการติดตามทวงถามตามสมควรแล้ว แต่ไม่ได้รับการชำระหนี้ และหากจะฟ้องลูกหนี้ต้องเสียค่าใช้จ่ายไม่คุ้มกับหนี้ที่จะได้รับ

5.กำหนดหลักเกณฑ์การจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ของสถาบันการเงิน ในส่วนของหนี้จากการให้สินเชื่อที่ได้กันสำรองครบ ร้อยละ 100 ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด 6.กำหนดให้กฎกระทรวงมีผลบังคับใช้สำหรับการจำหน่ายหนี้สูญ ในรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป

น.ส.รัชดา กล่าวว่า การปรับปรุงหลักเกณฑ์การจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ดังกล่าว จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการช่วยให้เจ้าหนี้สามารถจำหน่ายหนี้ที่มีความสามารถในการชำระหนี้ ซึ่งรวมถึงลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้อย่างสะดวกรวดเร็วมากขึ้นและมีต้นทุนต่ำลง อีกทั้งยังสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและเป็นไปตามมาตรฐานการบัญชี

อ่านข่าวต้นฉบับ: เคาะ ขยายเพดานจำหน่ายหนี้สูญบริษัท-ห้างหุ้นส่วน

Categorie: Thailandia

ประกาศแล้ว! กฎกระทรวงว่าด้วยการจัดหาประโยชน์ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2564 

ประชาชาติ - 6 ore 38 min fa

ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ กฎกระทรวงว่าด้วยการจัดหาประโยชน์ที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2564 หากให้เอกชนเช่ามูลค่าเกิน 500 ล้านบาท ต้องขอความเห็นจากคณะกรรมการที่ราชพัสดุ  อายุเช่าไม่เกิน 30 ปี

วันที่ 19 มกราคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้  เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ กฎกระทรวง เรื่อง การจัดหาประโยชน์ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2564 ลงนามโดยนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

โดยให้ยกเลิกกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2545

สำหรับ เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา 24 มาตรา 26  มาตรา  28 วรรคสอง และมาตรา 29  แห่งพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ.2562 บัญญัติให้การจัดหาประโยชน์ที่ราชพัสดุ การขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการที่ราชพัสดุในการจัดหาประโยชน์ที่ราชพัสดุจากบุคคลที่มิใช่ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐซึ่งมีราคาที่ราชพัสดุเกินกว่าห้าร้อยล้านบาท

และมูลค่าโครงการที่มีการจัดหาประโยชน์ในกิจการเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

ส่วนการทำสัญญาเช่าที่ราชพัสดุให้มีกำหนดระยะเวลาเช่าไม่เกินสามสิบปี เว้นแต่เป็นสัญญาเช่าที่ราชพัสดุเพื่อพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมที่กำหนดระยะเวลาเช่าไว้เกินสามสิบปี ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีก่อน

กฎกระทรวงนี้ ไม่ใช้บังคับแก่การจัดหาประโยชน์ที่ราชพัสดุในกิจการเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะที่มีมูลค่าโครงการตั้งแต่ห้าพันล้านบาทขึ้นไปหรือมูลค่าที่กำหนดเพิ่มขึ้นโดยกฎกระทรวงที่ออกตามความในมาตรา 8 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุน ระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ทั้งนี้ ไม่ว่าที่ราชพัสดุจะมีราคาเกินห้าร้อยล้านบาทหรือไม่ การคำนวณมูลค่าโครงการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน

ให้ไว้ ณ วันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2564

อาคม เติมพิทยาไพสิฐ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

คลิกอ่าน…กฎกระทรวงฉบับเต็มที่นี่ !!

อ่านข่าวต้นฉบับ: ประกาศแล้ว! กฎกระทรวงว่าด้วยการจัดหาประโยชน์ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2564 

Categorie: Thailandia

ประยุทธ์ เล็งเยียวยา ข้าราชการ-ลูกจ้างวิสาหกิจ อดรับสิทธิ “เราชนะ”

ประชาชาติ - 6 ore 44 min fa

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มอบ “คลัง” พิจารณาเพิ่มมาตรการเยียว “ข้าราชการ-ลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ” ไม่ได้เกณฑ์รับสิทธิ์ “เราชนะ” 

วันที่ 19 มกราคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีกลุ่มข้าราชการและลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ ไม่ได้เข้าเงื่อนรับสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ “เราชนะ” เพื่อรับเงิน 7,000 บาท

ล่าสุด นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปรารถในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หากเป็นไปได้ให้หามาตรการเยียวยาเพิ่มเติม ให้กับผู้ไม่ได้รับสิทธิ อาทิ ข้าราชการ ลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ โดยให้สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไปพิจารณาให้ได้รับสิทธิด้วย

อ่านข่าวต้นฉบับ: ประยุทธ์ เล็งเยียวยา ข้าราชการ-ลูกจ้างวิสาหกิจ อดรับสิทธิ “เราชนะ”

Categorie: Thailandia

เช็กเลย! 16 มาตรการประกันภัย ช่วยเหลือลูกค้ารอบใหม่จนถึง มิ.ย.64

ประชาชาติ - 6 ore 50 min fa

คปภ.ขานรับนโยบายภาครัฐ ขยาย 16 มาตรการด้านประกันภัยช่วยลูกค้าฝ่าวิกฤตโควิด-19 ระลอกใหม่ เลขาธิการ คปภ.สั่งศึกษารูปแบบการดำเนินธุรกิจประกันภัยที่เหมาะสมจากสถานการณ์แพร่ระบาดฯในอนาคต

ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ

ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ยังไม่คลี่คลายและมีการระบาดระลอกใหม่ ในหลายพื้นที่และหลายจังหวัด  คปภ.จึงได้ขยายมาตรการให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ได้รับผลกระทบด้านประกันภัย ทั้งในส่วนของผู้เอาประกันภัย บริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันวินาศภัย และคนกลางประกันภัย รวมถึงผลกระทบด้านลูกหนี้ค่าเสียหายเบื้องต้นกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย รวม 16 มาตรการ ดังนี้

มาตรการด้านการประกันชีวิต (4 มาตรการ) :

มาตรการที่ 1 ออกคำสั่งให้บริษัทประกันชีวิตผ่อนผันการชำระเบี้ยประกันภัยให้กับผู้เอาประกันภัย ในกรณีกรมธรรม์ประกันชีวิตครบกำหนดระยะเวลาผ่อนผันการชำระเบี้ยประกันภัยระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2564 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2564 โดยขยายระยะเวลาผ่อนผันออกไปอีก 60 วัน นับแต่วันครบกำหนดระยะเวลาผ่อนผันเดิม

มาตรการที่ 2 ออกคำสั่งให้บริษัทประกันชีวิตยกเว้นดอกเบี้ยกรณีกรมธรรม์ประกันชีวิตสิ้นผลบังคับ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2564 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2564 หากผู้เอาประกันภัยขอต่ออายุกรมธรรม์ประกันชีวิต หรือกลับคืนสู่สถานะเดิมของกรมธรรม์ประกันชีวิต ภายใน 6 เดือน

มาตรการที่ 3 ออกคำสั่งให้บริษัทประกันชีวิตผ่อนผันการกำหนดอัตราดอกเบี้ยในกรณีนำมูลค่าเวนคืนมาชำระเบี้ยประกันภัย โดยอัตโนมัติ หรือมีการกู้ยืมเงินตามกรมธรรม์ประกันชีวิต ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2564 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2564 บริษัทอาจยกเว้นหรือปรับลดดอกเบี้ยเป็นระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน

มาตรการที่ 4 ออกคำสั่งให้บริษัทประกันชีวิตพิจารณาผ่อนผันให้ผู้เอาประกันภัยชำระเบี้ยประกันภัยในแต่ละงวด โดยไม่คิดดอกเบี้ยเป็นระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน ในกรณีผู้เอาประกันภัยมีการเปลี่ยนแปลงงวดการชำระเบี้ยประกันภัยใด ๆ ก็ตาม หรือมีการชำระเบี้ยประกันภัยรายงวดที่น้อยกว่า 1 ปี โดยไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงงวดการชำระเบี้ยประกันภัยในระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2564 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2564

มาตรการด้านการประกันวินาศภัย (6 มาตรการ) :

มาตรการที่ 1 ออกคำสั่งให้บริษัทประกันวินาศภัยผ่อนผันการชำระเบี้ยประกันภัยของกรมธรรม์ประกันสุขภาพ หรือกรมธรรม์ประกันภัยที่มีความคุ้มครองเดียวกัน กรมธรรม์ประกันภัยทางทะเลและขนส่ง กรมธรรม์ประกันภัยอัคคีภัย และกรมธรรม์ประกันภัยเบ็ดเตล็ด ระหว่างวันที่ 1 มกราคม2564 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2564 โดยให้ขยายระยะเวลาผ่อนผันออกไปอีก 60 วัน นับแต่วันครบระยะเวลาผ่อนผันเดิม

มาตรการที่ 2 ออกคำสั่งให้บริษัทประกันวินาศภัยผ่อนผันเงื่อนไขการชำระเบี้ยประกันภัย โดยให้ผู้เอาประกันภัยสามารถชำระเบี้ยประกันภัยเป็นรายงวดได้ สำหรับการประกันภัยอัคคีภัย และการประกันภัยเบ็ดเตล็ด ที่กำหนดไว้ในรายงานสถิติธุรกิจ ประกันวินาศภัยของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ที่มีการทำสัญญาหรือมีการชำระเบี้ยประกันภัยตามสัญญาในระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2564 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2564

มาตรการที่ 3 ออกคำสั่งให้บริษัทประกันวินาศภัยเพิ่มเติมเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยทางทะเลและขนส่ง กรมธรรม์ประกันภัยอัคคีภัย หรือกรมธรรม์ประกันภัยเบ็ดเตล็ด ที่กำหนดไว้ในรายงานสถิติธุรกิจประกันวินาศภัยของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริม การประกอบธุรกิจประกันภัย ซึ่งบริษัทได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนหรือได้ออกให้แก่ผู้เอาประกันภัยก่อนคำสั่งมีผลบังคับใช้ ให้ถือเสมือนว่ามีข้อความว่า “ในกรณีที่ความเสี่ยงภัยของผู้เอาประกันภัยเปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

บริษัทประกันภัยอาจพิจารณายกเลิกความคุ้มครองบางส่วน ลดจำนวนเงินเอาประกันภัย หรือเปลี่ยนแปลงแผนการประกันภัยของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้ ตามการเปลี่ยนแปลงความเสี่ยงภัยเพื่อให้เหมาะสม กับสถานการณ์ของผู้เอาประกันภัยแต่ละราย ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างผู้เอาประกันภัยและบริษัท ซึ่งไม่กระทบกับแบบ ข้อความ และอัตราเบี้ยประกันภัยที่นายทะเบียนให้ความเห็นชอบ โดยบริษัทจะคืนเบี้ยประกันภัยตามส่วนที่ยังไม่ได้รับความคุ้มครองให้แก่ผู้เอาประกันภัย” ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2564

มาตรการที่ 4 ออกสั่งให้บริษัทสามารถขยายระยะเวลาเอาประกันภัยสำหรับการประกันภัยรถยนต์ทุกประเภท ที่ยังมีผลคุ้มครองได้ตั้งแต่ 30 วัน แต่ไม่เกิน 90 วัน โดยไม่เรียกเก็บเบี้ยประกันภัยเพิ่มเติม

มาตรการที่ 5 ออกคำสั่งให้ผู้เอาประกันภัยและบริษัทอาจตกลงลดหรือเปลี่ยนแปลงความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ทั้งหมดหรือบางส่วนตามการเปลี่ยนแปลงความเสี่ยงภัยเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์การใช้รถยนต์ของผู้เอาประกันภัยแต่ละรายได้ โดยให้เป็นไปตามแบบ ข้อความกรมธรรม์ประกันภัย และอัตราเบี้ยประกันภัย ที่นายทะเบียนให้ความเห็นชอบไว้แล้ว โดยบริษัทจะคืน เบี้ยประกันภัยตามส่วนที่ยังไม่ได้รับความคุ้มครองให้แก่ผู้เอาประกันภัย

มาตรการที่ 6 ออกคำสั่งให้บริษัทประกันวินาศภัยอาจระงับความคุ้มครองชั่วคราวตามกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุเดินทางสำหรับธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ หากผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวได้แจ้งความประสงค์ขอระงับความคุ้มครองชั่วคราวตามเหตุจำเป็นต้องหยุดประกอบธุรกิจเป็นการชั่วคราวอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ได้ไม่เกินวันที่ 30 มิถุนายน 2564 และเปลี่ยนแปลงวันสิ้นสุดความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยโดยขยายออกไปตามระยะเวลาที่มีการระงับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย โดยไม่เรียกเก็บเบี้ยประกันภัยเพิ่มเติม

 

มาตรการด้านคนกลางประกันภัย (3 มาตรการ) :

มาตรการที่ 1 ออกประกาศให้หน่วยงานจัดอบรมซึ่งเคยได้รับความเห็นชอบการจัดอบรมหลักสูตรขอรับใบอนุญาตเป็นตัวแทน/นายหน้าประกันชีวิต หรือตัวแทน/นายหน้าประกันวินาศภัย ผ่านสื่อทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-learning) แล้ว ตามประกาศที่สิ้นผลไปเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2563 สามารถขอจัดอบรมในหลักสูตรดังกล่าว ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2564 โดยผู้เข้ารับ การอบรมต้องเป็นผู้ที่สอบผ่านหลักสูตรความรู้เกี่ยวกับการประกันชีวิต หรือการประกันวินาศภัยมาแล้ว

มาตรการที่ 2 ออกประกาศขยายระยะเวลาให้หน่วยงานจัดอบรมซึ่งเคยได้รับความเห็นชอบการจัดอบรมหลักสูตรขอต่ออายุใบอนุญาต เป็นตัวแทน/นายหน้าประกันชีวิต หรือตัวแทน/นายหน้าประกันวินาศภัย ผ่านสื่อทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-learning) ออกไปจากเดิมที่สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2563 เป็นสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2564

มาตรการที่ 3 ออกประกาศให้ผู้ประสงค์ขอรับและขอต่อใบอายุเป็นตัวแทน/นายหน้าประกันภัย สามารถยื่นขอรับและขอต่อใบอนุญาตผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ได้

 

มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับลูกหนี้ค่าเสียหายเบื้องต้นกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย (3 มาตรการ) :

มาตรการที่ 1 ออกระเบียบให้พักการผ่อนชำระหนี้โดยอัตโนมัติสำหรับลูกหนี้ค่าเสียหายเบื้องต้นที่ได้ทำสัญญาผ่อนชำระหนี้ค่าเสียหายเบื้องต้นกับกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยไว้แล้ว โดยให้พักการผ่อนชำระหนี้โดยอัตโนมัติตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2564 และให้กลับมาผ่อนชำระหนี้ตามงวดและจำนวนเงิน ในสัญญาผ่อนชำระอีกครั้ง นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 โดยไม่ถือว่าลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดไม่ผ่อนชำระหนี้ในระหว่างระยะเวลาที่พักชำระหนี้นั้น ทั้งนี้ ไม่ให้นำเงื่อนไขระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้ซึ่งกำหนดไว้สูงสุดไม่เกิน 2 ปี มาใช้บังคับ

มาตรการที่ 2 ออกระเบียบให้ขยายระยะเวลาการชำระหนี้ในงวดแรกออกไป 6 เดือน สำหรับลูกหนี้ค่าเสียหายเบื้องต้นที่มีความประสงค์ ขอผ่อนชำระหนี้ค่าเสียหายเบื้องต้น นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2564 โดยวิธีการยื่นขอผ่อนชำระหนี้ค่าเสียหายเบื้องต้น ให้เป็นไปตามแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการขอรับและผ่อนชำระหนี้ค่าเสียหายเบื้องต้นกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย

มาตรการที่ 3 ออกประกาศเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ประสงค์ขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นหรือขอผ่อนชำระหนี้ค่าเสียหายเบื้องต้น จากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย โดยสามารถดาวน์โหลดแบบคำร้องจากเว็บไซต์ของสำนักงานและยื่นผ่านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ได้

ทั้งนี้ มาตรการที่กล่าวไปแล้วข้างต้นรวม 16 มาตรการ นอกจากนี้เพื่อเตรียมรับมือกับผลกระทบจากการแพร่ระบาดฯ คปภ.ได้จัดทำโครงการศึกษาผลกระทบธุรกิจประกันภัยไทยจากสถานการณ์แพร่ระบาดฯ และศึกษารูปแบบการดำเนินธุรกิจประกันภัยที่เหมาะสมตลอดจนแนวทางการกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยในยุค New Normal เพื่อให้สอดรับกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปและเพื่อให้สามารถขับเคลื่อนแผนพัฒนาการประกันภัยฉบับที่ 4 อย่างมีประสิทธิภาพ

อ่านข่าวต้นฉบับ: เช็กเลย! 16 มาตรการประกันภัย ช่วยเหลือลูกค้ารอบใหม่จนถึง มิ.ย.64

Categorie: Thailandia

เปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ BAFS หลังการบินไทยขายหุ้นทิ้ง 15.53%

ประชาชาติ - 6 ore 53 min fa

BAFS แจ้งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ หลัง ‘การบินไทย’ ขายหุ้นให้ ‘ราช กรุ๊ป’ 15.53% ขึ้นแท่นเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่แทนการบินไทยที่เหลือหุ้น 7.06%

บมจ.บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ (BAFS) แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เรื่องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทฯ โดย บมจ.การบินไทย ลดสัดส่วนการถือหุ้นเหลือ 7.06% จากเดิมถือหุ้น 22.59% ส่วน บมจ.ราช กรุ๊ป เข้ามาถือหุ้นใหม่ 15.53% โดยเป็นผลจากการที่ทั้ง 2 บริษัท ได้มีการซื้อขายและโอนหุ้นสามัญของ BAFS เสร็จสิ้นในวันที่ 19 ม.ค.64 จำนวน 98,983,125 หุ้น คิดเป็น 15.53% ของหุ้นที่จำหน่ายและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ

BAFS

อ่านข่าวต้นฉบับ: เปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ BAFS หลังการบินไทยขายหุ้นทิ้ง 15.53%

Categorie: Thailandia

คลัง เร่งถก ธปท. แก้ปมซอฟต์โลน สั่งเอ็กซิมแบงก์อุ้มสายการบิน

ประชาชาติ - 6 ore 57 min fa

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีที่มีข้อเสนอให้พิจารณาเพิ่มดอกเบี้ยซอฟต์โลน ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จากเดิม 2% เพื่อจูงใจให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจนั้น ยังไม่ได้สรุป อยู่ระหว่างการหารือร่วมกับ ธปท. อย่างไรก็ดี หากจะดำเนินการในเรื่องดังกล่าว จะต้องทำให้คลอบคลุมพอสมควร ซึ่งจะมีการหารือร่วมกับ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี อีกครั้ง ว่าจะมีการจัดการอย่างไร

ส่วนเรื่องความคืบหน้าซอฟต์โลนสายการบิน ขณะนี้ให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือเอ็กซิมแบงก์ (EXIM BANK) เป็นผู้ไปดูแล ซึ่งสายการบินได้ขอลดความช่วยเหลือ ให้ช่วยเฉพาะการจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงาน และค่าใช้จ่ายการบินประจำวัน ก็ได้ให้สายการบินกลับไปดูเม็ดเงินในเรื่องดังกล่าว เพื่อพิจารณาความช่วยเหลืออีกครั้ง

ทั้งนี้ จะมีการดูแลธุรกิจภาคท่องเที่ยว และ SME ที่ได้รับผลกระทบด้วย ซึ่งขณะนี้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กำลังพิจารณา โดยอาจจะเป็นรูปแบบเครดิตการันตี โดยให้ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)เข้ามาดูแลเรื่องค้ำประกันสินเชื่อให้สูงขึ้น ส่วนจะสามารถค้ำประกันได้สูงสุดเท่าไหร่นั้น ยังไม่ได้สรุป ส่วนที่มีแนวทางขอให้ยกเลิกตรวจสอบเครดิตบูโร เพื่อให้ธุรกิจเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น ก็อยู่ระหว่างหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังไม่ได้ข้อสรุป

อ่านข่าวต้นฉบับ: คลัง เร่งถก ธปท. แก้ปมซอฟต์โลน สั่งเอ็กซิมแบงก์อุ้มสายการบิน

Categorie: Thailandia

ดอลลาร์แข็งค่า คาดเศรษฐกิจฟื้นตัว หลังไบเดนเข้ารับตำแหน่ง ปธน.สหรัฐ

ประชาชาติ - 6 ore 58 min fa

ดอลลาร์แข็งค่า ตามผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล คาดหวังเศรษฐกิจฟื้นตัวหลัง โจ ไบเดน เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ส่วนเงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 30.05/06 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันอังคารที่ 12 มกราคม 2564 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (12/1) ที่ระดับ 30.15/16 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ค่อนข้างทรงตัวจากระดับปิดตลาดในวันจันทร์ (11/1) ที่ระดับ 30.12/14 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ยังคงอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าซึ่งถือเป็นการฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดในรอบ 3 ปี โดยเป็นไปในทิศทางเดียวกับผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ปรับตัวสูงขึ้นเหนือระดับ 1.1% เมื่อคืนที่ผ่านมา

โดยนักลงทุนมีความคาดหวังว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะสามารถกลับมาฟื้นตัวได้ หลังจากการเตรียมโอนอำนาจประธานาธิบดีให้กับนายโจ ไบเดน ซึ่งได้เตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ประกอบด้วยเงินประกันการว่างงานและการพักชำระหนี้ค่าเช่า ซึ่งจะมีการประกาศมาตรการดังกล่าวในวันที่ 21 มกราคมนี้

อย่างไรก็ตามค่าเงินดอลลาร์ถูกกดดันเล็กน้อย หลังยังมีข่าวว่าด้านสภาผู้แทนเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ จะเริ่มพิจารณาถอดถอนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกจากตำแหน่งในวันพุธนี้ หลังทรัม์ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ปลุกระดมให้เกิดการจลาจลก่อความรุนแรงในทำเนียบขาวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ในขณะเดียวกันด้านนักลงทุนจับตาข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐในสัปดาห์นี้ รวมถึงดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ประจำเดือน ธ.ค.

ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 30.02-30.08 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 30.05/06 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (12/1) ที่ระดับ 1.2146/47 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (11/1) ที่ระดับ 1.2170/73 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงจากการแข็งค่าขึ้นของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ จากความคาดหวังที่เศรษฐกิจสหรัฐ จะกลับมาฟื้นตัวจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่จะนำมาใช้

ในขณะที่ฝั่งอังกฤษได้มีที่ปรึกษาด้านการแพทย์ ออกมาระบุว่าสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดของโควิด-19 จะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ เนื่องจากไวรัสกลายพันธุ์ที่แพร่เชื้อได้เร็วขึ้นนั้น ได้แพร่ระบาดเพิ่มขึ้นทั่วประเทศ โดยค่าเงินปอนด์ปรับตัวอ่อนค่าลงจากแรงกดดันจากมาตรการล็อกดาวน์รอบที่ 3 ประกอบกับความกังวลในด้านเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรหลังออกจากสหภาพยุโรป

อย่างไรก็ดีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหราชอาณาจักรได้ประกาศอีดฉีดเงินกว่า 4.6 ล้านล้านปอนด์ เพื่อช่วยเหลือธุรกิจจากการล็อกดาวน์ในครั้งนี้ โดยระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง  1.2072-1.2118 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.2111/13 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (12/1) ที่ระดับ 104.24/25 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (11/1) ที่ระดับ 104.07/09 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินเยนได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้นายคุโรดะ ฮารุฮิโกะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น กล่าวว่า ตัวเลขการส่งออกของญี่ปุ่นแสดงให้เห็นถึงความซบเซาทางเศรษฐกิจ โดยได้เกิดภาวะถดถอยอย่างมากในการส่งออกและการผลิตภาคอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตามธนาคารกลางญี่ปุ่นจะยังคงยึดมั่นในเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2% ซึ่งหมายถึงการคงนโยบายแบบผ่อนคลายไว้ และพร้อมที่จะแทรกแซงให้ค่าเงินอ่อนค่าลงเพื่อรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจ

ด้านนายโยชิฮิเดะ ซูงะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น อยู่ในระหว่างการพิจารณาว่าจะประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในพื้นที่อื่น ๆ นอกเหนือจากกรุงโตเกียวหรือไม่

ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 103.64-104.08 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 104.00/02 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับดัชนีสำคัญทางเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ตำแหน่งงานว่างเปิดใหม่ของสหรัฐ โดย JOLTS เดือนพฤศจิกายน (12/1), ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมของยูโรโซน เดือนพฤศจิกายน (13/1), ดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐเดือนธันวาคม (13/1), ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของเยอรมนี ประจำไตรมาส 3 (14/1),

จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกของสหรัฐ (14/1), ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของสหราชอาณาจักรประจำไตรมาส 3 (15/1), ดัชนียอดขายค้าปลีกของสหรัฐ เดือนธันวาคม (15/1), รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐ จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน เดือนมกราคม (15/1)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -0.1/0.1 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ 2.1/2.6 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ

อ่านข่าวต้นฉบับ: ดอลลาร์แข็งค่า คาดเศรษฐกิจฟื้นตัว หลังไบเดนเข้ารับตำแหน่ง ปธน.สหรัฐ

Categorie: Thailandia

อาคม รับลูกนายกฯ หาช่องคุ้มครองเอกชนไทย กรณีถูกเลิกสัญญาทวาย

ประชาชาติ - 6 ore 59 min fa

อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รับลูกนายกฯ หาช่องคุ้มครองเอกชนไทย กรณีถูกเลิกสัญญาลงทุน ทวาย เฟสแรก

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้มอบหมายให้เป็นประธานคณะกรรมการประสานงานร่วมระหว่างไทย-เมียนมา (JCC) นั้น ขณะนี้มีเรื่องส่งมาแล้ว แต่ต้องมีการไปหารือร่วมกับ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษทวาย และนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ต่อไป

สำหรับการเจรจานั้น จะเข้าไปดูเกี่ยวกับการคุ้มครองนักลงทุนที่ไปลงทุนในต่างประเทศ ส่วนกรณีที่บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ถูกยกเลิกสัญญาเนื่องจากไม่ชำระเงินค่าสิทธิจริงหรือไม่นั้น ล่าสุด ยังไม่ได้มีการหารือ ซึ่งขอไปตรวจสอบในรายละเอียดก่อน แต่เท่าที่เคยทราบมีการจ่ายอยู่บ้าง แต่อาจจะจ่ายไม่ครบถ้วน ซึ่งยังมีรายละเอียดที่ต้องไปพิจารณา

“เราต้องคุยกันในเอกชนก่อน และระดับรัฐบาล รวมถึงระดับกรรมการร่วมไทย-เมียนมา ว่าจะผลักดันโครงการนี้ต่อไปได้อย่างไร ซึ่งบางโครงการลงทุนไปบ้างแล้ว แต่โครงการสำคัญยังไม่ได้เกิดขึ้น ซึ่งสาเหตุที่โครงการยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จก็มีหลายเหตุผลทั้งในฝั่งของพม่า และพอดีกับโควิด-19 เข้ามาในปี 2563”

อ่านข่าวต้นฉบับ: อาคม รับลูกนายกฯ หาช่องคุ้มครองเอกชนไทย กรณีถูกเลิกสัญญาทวาย

Categorie: Thailandia

อนามัยโลกเผยวัคซีนโควิดทำให้ “ศีลธรรมพินาศ” เรียกร้องปท.ร่ำรวยอย่ากักตุนวัคซีน

ประชาชาติ - 7 ore 6 min fa

ประธานอนามัยโลกหวั่นว่าการกักตุนวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของประเทศร่ำรวยจะทำให้ประเทศยากจน ตกอยูในความเสี่ยงมากกว่าเดิม

19 มกราคม 2564 สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า “เตโวโดรส อัดฮาโนม เกอเบรออีเยอซุส” ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลกแถลงการณ์ว่าวัคซีนป้องกันโควิด-19 ทำให้ผู้คน “ศีลธรรมพินาศ” จากการแย่งชิงกัน เรียกร้องให้บริษัทที่ผลิตวัคซีนและรัฐบาลของแต่ละประเทศกระจายวัคซีนไปรอบโลกให้มากกว่านี้

REUTERS THIS IMAGE HAS BEEN SUPPLIED BY A THIRD PARTY

ผู้อำนวยการระบุว่าโครงการ “โคแวกซ์” (COVAX) โครงการกระจายวัคซีนให้กับทั่วโลก รวมทั้งประเทศยากจน ซึ่งจะเริ่มขึ้นเดือนหน้าอาจถูกเลื่อนออกไป ถ้าหากแต่ละชาติต่างกักตุนวัคซีนไว้ ซึ่งจะทำให้ประเทศที่ “ยากจน” ไม่ได้รับวัคซีนตามโครงการ และเน้นย้ำว่าถ้าหากชาติที่ยากจน ไม่ไดรับวัคซีน โรคจะยังคงระบาดยาวนานขึ้นกว่าเดิม

ทางการระบุว่าตอนนี้ประเทศที่ “ร่ำรวย” 49 ประเทศได้ฉีดวัคซีนให้กับประชากรทั้งหมด 39 ล้านโดส ขณะที่มีเพียงประเทศยากจน 1 ประเทศที่ได้รับการฉีดวัคซีน ซึ่งฉีดวัคซีนไปเพียง 25 โดส

ตัวแทนจากประเทศบูร์กินาฟาโซ ซึ่งเป็นตัวแทนจากทวีปแอฟริกา กล่าวถึงความกังวลที่ว่าจะมีเพียงไม่กี่ประเทศที่เอาทรัพยากรวัคซีนไปทั้งหมด

อ่านข่าวต้นฉบับ: อนามัยโลกเผยวัคซีนโควิดทำให้ “ศีลธรรมพินาศ” เรียกร้องปท.ร่ำรวยอย่ากักตุนวัคซีน

Categorie: Thailandia

บลจ.วรรณ บริหารทริกเกอร์ฟันด์เข้าเป้า 8% เล็งส่งกองใหม่ขาย 21 ม.ค.64

ประชาชาติ - 7 ore 7 min fa

บลจ.วรรณ อวดผลงานบริหารกองทุนทริกเกอร์หุ้นต่างประเทศซีรีส์ ‘GLOBALTOP8M’ กองทุนอายุ 8 เดือน เข้าเป้าหมาย 8% ต่อเนื่อง ล่าสุด เตรียมเสนอขายทริกเกอร์ฟันด์ซีรีส์เดิมกองใหม่ ‘ONE-GLOBALTOP8M9’ เอาใจนักลงทุน ระหว่างวันที่ 21-27 ม.ค.นี้ ที่สาขาธนาคารไทยพาณิชย์

นายพจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด (บลจ.วรรณ) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปและเป็นไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้นในปี 2564 นี้ จากความคืบหน้าของวัคซีนต้านโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งรับการอนุมัติและแจกจ่ายในหลายประเทศ ส่งผลให้นักลงทุนลดความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดระลอกใหม่

ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด กว่า 10 ล้านล้านเหรียญฯ หรือมากกว่า 10% ของจีดีพีโลก จะช่วยลดความรุนแรงของการหดตัวทางเศรษฐกิจและหนุนเศรษฐกิจโลกให้สามารถฟื้นตัวได้ประมาณ 5% ในปีนี้จากการประมาณการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)

นอกจากนี้ ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงการดำเนินนโยบายการเงินอย่างผ่อนคลายต่อเนื่อง โดยคงอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำและยังคงเดินหน้าอัดฉีดเงินเข้าระบบผ่านการซื้อสินทรัพย์ต่อไป ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นปัจจัยหนุนให้สภาพคล่องในระบบยังอยู่ในระดับสูงและเป็นปัจจัยที่สนับสนุนการลงทุนในตลาดหุ้นให้มีโมเมนตัมที่ดีในระยะข้างหน้า

โดยเฉพาะหุ้นของบริษัทชั้นนำของโลกที่มีความโดดเด่นทางเทคโนโลยีและได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้คน (New Economy) สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจ ซึ่งทำให้บริษัทจดทะเบียนเหล่านั้นมีแนวโน้มการเติบโตที่โดดเด่นอย่างต่อเนื่อง เป็นอีกปัจจัยสนับสนุนให้การบริหารกองทุนต่างประเทศของบริษัทประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา

ในสัปดาห์ที่ผ่านมาบริษัทฯ บริหารกองทุนประเภททริกเกอร์ฟันด์ต่างประเทศเข้าเป้าหมายก่อนกำหนดเพิ่มเติม อีก 3 กองทุน ได้แก่ 1. กองทุนเปิด วรรณโกลบอล ท็อป 8M3 (ONE-GLOBALTOP8M3) 2. กองทุนเปิด วรรณโกลบอล ท็อป 8M4 (ONE-GLOBALTOP8M4) และ 3. กองทุนเปิด วรรณโกลบอล ท็อป 8M5 (ONE-GLOBALTOP8M5) ที่เน้นลงทุนหุ้นต่างประเทศ สามารถบริหารผลตอบแทนได้เข้าเงื่อนไขเลิกกองก่อนกำหนดตามเป้าหมาย 8%

โดยบริษัทฯ ได้รับซื้อคืนหน่วยลงทุนโดยอัตโนมัติให้กับผู้ลงทุนในอัตรา 10.83 บาทต่อหน่วย หรือ 8% ตามที่ตั้งไว้ ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้รับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติในวันที่ 18 และ 15 และ 22 ม.ค.64 ตามลำดับ

“ที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้เปิดเสนอขายซีรีส์กองทุน ONE-GLOBALTOP8M ทั้งหมด 7 กองทุน โดยบริษัทสามารถบริหารกองทุนเข้าเป้าหมายเลิกกองได้ทั้งหมด และสามารถสร้างผลตอบแทนแตะผ่านทริกเกอร์ครั้งแรกในระดับราคา NAV ประมาณ 10.40 บาทต่อหน่วย หรือ 4% ตามเป้าหมาย โดยบริษัทได้ทำการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนตั้งแต่ช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา” นายพจน์ กล่าว

นอกจากนี้ ล่าสุดกองทุน กองทุนเปิด วรรณโกลบอล ท็อป 8M8 (ONE-GLOBALTOP8M8) ที่ได้เปิดเสนอขายไปเมื่อต้นเดือน ม.ค.64 ได้รับการตอบรับเกินคาดหมาย โดยทางบริษัทฯ ต้องทำการจัดสรรหุ้นส่วนเกินจากจำนวนหุ้น (กรีนชู ออปชั่น) เพิ่มเติมเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า และเพื่อสร้างโอกาสการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศอย่างต่อเนื่องตามภาวะตลาดในปัจจุบัน โดยระหว่างวันที่ 21-27 ม.ค.นี้ บริษัทฯ จะทำการเปิดเสนอขาย กองทุนเปิด วรรณโกลบอล ท็อป 8M9 (ONE-GLOBALTOP8M9) ซึ่งผู้สนใจสามารถติดต่อได้ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ทุกสาขา

นายพจน์ กล่าวอีกว่า สำหรับกองทุน ONE-GLOBALTOP8M9 ยังคงเน้นนโยบายการลงทุนแบบยืดหยุ่น โดยเน้นกระจายการลงทุนในกองทุนหุ้นต่างประเทศเป็นสัดส่วนหลัก และส่วนที่เหลือลงทุนในพันธบัตรภาครัฐบาล ซึ่งผู้จัดการกองทุนสามารถการคัดเลือกและปรับเปลี่ยนการลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ได้ตามเป้าหมายที่ 8% ในระยะเวลา 8 เดือน

โดยที่ผ่านมาผู้จัดการลงทุนได้เน้นลงทุนใน Baillie Gifford Long Term Global Growth กองทุน Baillie Gifford Worldwide Discovery และกองทุน UBS Lux Equity SICAV – All China เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีตามเป้าหมาย โดยกองทุนทั้ง 3 ที่ลงทุนในหุ้นคุณภาพและมีความสามารถในการแข่งขันสูง

ทั้งนี้ ผู้จัดการกองทุนสามารถเพิ่มการลงทุนในกองทุนที่มีศักยภาพอื่นๆ เพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบันเพื่อให้ผู้ลงทุนได้ผลตอบแทนตามเป้าหมายดังเช่นที่ผ่านมา โดยน้ำหนักการลงทุนของแต่ละกองทุนจะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน

“การลงทุนระยะสั้นในกรอบ 8 เดือน ยังถือเป็นโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจเพื่อรับผลตอบแทน 8% อีกทั้งการกระจายความเสี่ยงถือเป็นสิ่งที่สำคัญและเป็นหัวใจของการลงทุน โดยการกระจายการลงทุนบางส่วนไปยังต่างประเทศถือเป็นส่วนที่จำเป็นที่จะช่วยสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวและช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมด้วย” นายพจน์ กล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับ: บลจ.วรรณ บริหารทริกเกอร์ฟันด์เข้าเป้า 8% เล็งส่งกองใหม่ขาย 21 ม.ค.64

Categorie: Thailandia

โรงงานหน้ากากอนามัยซีพี-รพ.จุฬาลงกรณ์ เปิดบ้านต้อนรับสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ชมกระบวนการผลิต

ประชาชาติ - 7 ore 8 min fa

โรงงานหน้ากากอนามัยซีพี-รพ.จุฬาลงกรณ์ เปิดบ้านต้อนรับสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ชมกระบวนการผลิตหน้ากากอนามัยคุณภาพมาตรฐานสากล

ในช่วงมกราคม 2563 การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ทำให้เกิดความวิตกของสังคม จากการแพร่ระบาด และการสวมใส่หน้ากากอนามัยถือเป็นการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น บุคลากรทางการแพทย์ โดยในช่วงเดือน กุมภาพันธ์ และมีนาคม ประเทศไทยประสบปัญหาหน้ากากอนามัยในประเทศขาดแคลนอย่างหนัก รวมถึงวัตถุดิบในการผลิต เช่น วัสดุกรองชั้นในเมลต์โบลน(Melt-blown) มีราคาสูงขึ้นไปหลายสิบเท่า โดยในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ประเทศไทยมีโรงงานผลิตหน้ากากอนามัยตามข่าวจากกระทรวงพาณิชย์เพียง 9 โรงงานทั่วประเทศทำให้ไม่เพียงพอ เมื่อสถานการณ์ตึงเครียดขึ้น ทุกประเทศในโลกก็มีปัญหาคล้ายกัน ทุกประเทศมีความต้องการหน้ากากอนามัย จึงทำให้หน้ากากอนามัยขาดตลาดอย่างรุนแรง

ต่อมาในวันที่ 5 มีนาคม 2563 นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ จึงมีเจตนารมณ์ ร่วมกับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ในการเป็นส่วนหนึ่งในการบรรเทาวิกฤตขาดแคลนหน้ากากอนามัย โดยซีพีสร้างโรงงาน และทำหน้าที่ผลิตหน้ากากอนามัยให้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตามคำสั่งการผลิตจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ฯ เพราะการจะรู้ว่า บุคลากรทางการแพทย์ขาดแคลนเท่าใดนั้น โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ฯจะทราบความต้องการมากกว่าเครือเจริญโภคภัณฑ์ ดังนั้นโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ฯจะเป็นผู้กำหนดจำนวนการผลิต เพื่อแจกจ่ายฟรีให้กับบุคลากรทางการแพทย์และผู้ขาดโอกาสการเข้าถึง และนำไปส่งยังโรงพยาบาลกว่า 1,000 แห่งในช่วงวิกฤตขาดแคลนหน้ากากอนามัย ปัจจุบันปัญหาการขาดแคลนหน้ากากอนามัยบรรเทาลงไปมาก โดยก้าวต่อไป โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มีเจตนารมย์ให้โรงงานหน้ากากอนามัยเป็นธุรกิจเพื่อสังคม ซึ่งเครือซีพีได้ขานรับนโยบายและโดยทุกปี โรงงานหน้ากากอนามัยจะยกกำไรทั้งหมดยกให้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เพื่อสร้างประโยชน์ทางการแพทย์และสาธารณสุข ให้กับประเทศชาติ และคนไทยอย่างยั่งยืน

ในวันที่ 19 มกราคม 2564 คณะผู้บริหารสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นำโดยนายวทัญญู ทิพยมณฑา รองเลขาธิการ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้เกียรติเข้าเยี่ยมชมโรงงานหน้ากากอนามัยของบริษัท ซีพี โซเชียล อิมแพคท์ จำกัด วิสาหกิจเพื่อสังคมในเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤติขาดแคลนหน้ากากอนามัยในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อปี 2563

ทั้งนี้ภายหลังการเยี่ยมชมโรงงานหน้ากากอนามัยซีพี นายวทัญญู ทิพยมณฑา รองเลขาธิการ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้กล่าวว่า ขอชื่นชมซีพีที่เข้ามาสร้างโรงงานเพื่อผลิตหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ในช่วงที่ประเทศไทยมีวิกฤตโควิด-19 รุนแรงตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีทั้งความท้าทายและอุปสรรคต่าง ๆ แต่สามารถเร่งดำเนินการจนสร้างโรงงานเสร็จใน 5 สัปดาห์ เพื่อเร่งผลิตหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ที่มีคุณภาพสูงมาช่วยสนับสนุนแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ที่ขณะนั้นกำลังการผลิตหน้ากากอนามัยในประเทศขาดแคลน ถือเป็นความสำเร็จที่น่าชื่นชม ซึ่งเห็นชัดเจนว่าเป้าหมายซีพีทำเพื่อการแพทย์ และทำเพื่อสาธารณะ โดยมีการแจกจ่ายหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ตั้งแต่ปีที่แล้วถึงปัจจุบันจนสถานการณ์หน้ากากอนามัยขณะนี้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่าหน้ากากอนามัยของซีพีที่ผลิตโดยบริษัทซีพี โซเชียล อิมแพคท์ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับหน้ากากอนามัยที่จำหน่ายเกินราคาในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ทั้งนี้เพราะผลิตหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ของซีพีส่งมอบให้โรงพยาบาลจุฬาฯ สภากาชาดไทยแจกจ่าย

นายภูมิชัย ตรัยดลานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี โซเชียล อิมแพคท์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจโรงงานหน้ากากอนามัยซีพี เปิดเผยว่า ซีพี โซเชียล อิมแพคท์ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินให้เกียรติเข้าเยี่ยมชมโรงงานหน้ากากอนามัยซีพี ทั้งนี้นับตั้งแต่เกิดวิกฤตขาดแคลนหน้ากากอนามัยใช้ป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ต้นปี 2563 ที่ผ่านมา ซีพี โซเชียล อิมแพคท์ ซึ่งเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมของเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้เร่งสร้างโรงงานเพื่อผลิตหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ (Surgical Mask) โดยโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จะเป็นผู้กำหนด ผู้รับ และสถานที่ รวมถึงความต้องการในการแจกจ่าย ตามความต้องการ เพื่อแจกฟรีให้แก่แพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ตลอดจนประชาชนกลุ่มผู้เปราะบางตามเจตนารมย์ของนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยโรงงานหน้ากากอนามัยตั้งอยู่ที่ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ลงทุนกว่า 100 ล้านบาท สร้างเสร็จภายใน 5 สัปดาห์ ผลิตและแจกจ่ายตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2563 เป็นต้นมา โดยบริจาคหน้ากากที่ผลิตให้แก่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็นผู้พิจารณาและนำไปแจกจ่ายฟรีแก่แพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ตลอดจนประชาชนกลุ่มผู้เปราะบาง จนถึงสิ้นปี 2563 ได้ผลิตและแจกจ่ายไปแล้วกว่า 11 ล้านชิ้นมอบให้แก่โรงพยาบาล องค์กรการกุศล และ มูลนิธิ ทั่วประเทศไทยกว่า 1,000 แห่ง สมดังความตั้งใจของเครือเจริญโภคภัณฑ์และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ต้องการบริจาคหน้ากากอนามัยเพื่อสาธารณกุศลในช่วงที่เกิดภาวะขาดแคลนหน้ากากอนามัย จนถึงปัจจุบันสถานการณ์หน้ากากอนามัยกลับสู่ภาวะปกติ แพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนกลุ่มเปราะบาง สามารถเข้าถึงหน้ากากอนามัยได้อย่างทั่วถึง

ปัจจุบัน การแจกจ่ายหน้ากากอนามัยฯ ได้แจกจ่ายไปแล้วกว่า 11 ล้านชิ้น โดยระยะแรก เริ่มตั้งแต่ 16 เมษายน 2563 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ฯได้มุ่งเน้นแจกจ่ายแก่แพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ และโรงพยาบาล เป็นลำดับแรก ทำให้โรงงานต้องผลิตในกำลังการผลิตสูงสุด ทำงาน24 ชั่วโมง ภายใต้ความยากลำบากในการหาวัตถุดิบที่ขาดแคลนทั่วโลก เนื่องจากในช่วงเวลานั้นหลายโรงพยาบาลทั่วประเทศขาดแคลน ทำให้สามารถบรรเทาความเดือดร้อนจากการขาดแคลนหน้ากากอนามัยได้เป็นอย่างดี ทั้งยังช่วยแบ่งเบาภารกิจของภาครัฐในการแจกจ่ายหน้ากากอนามัยให้กับบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นหน้าด่านในการต่อสู้กับโควิด-19

ระยะที่ 2 ระยะขยายการแจกจ่ายจากบุคลากรทางการแพทย์ไปสู่ประชาชนกลุ่มเปราะบางตั้งแต่ 1 มิถุนายน – 31 กรกฎาคม 2563 แจกจ่ายหน้ากากอนามัยแก่บุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาล จำนวน 4 ล้านชิ้น และบางส่วนให้แก่ประชาชนกลุ่มเปราะบางผ่านเครือข่ายกาชาด จำนวน 1 ล้านชิ้น รวมทั้ง 2 ระยะเป็น 8 ล้านชิ้น จากนั้นได้เข้าสู่ระยะที่ 3 ตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2563 เนื่องจากมีโรงงานผลิตหน้ากากอนามัยในประเทศไทยเกิดขึ้นใหม่จำนวนมาก และ เมื่อสำรวจความต้องการในตลาด และปริมาณการผลิตในประเทศ เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ฯ จึงมีเจตนารมย์ ให้โรงงาน ผลิตหน้ากากอนามัยปรับกระบวนการผลิตกลับมาอยู่กำลังการผลิตปกติ โดยสำรองหน้ากากอนามัยให้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ฯเดือนละประมาณ 300,000 ชิ้น และ เพื่อให้เกิดรายได้นำมาใช้ในการดำเนินโรงงานอย่างยั่งยืน บริษัทในเครือ สามารถลงงบประมาณให้กับโรงงานผลิตหน้ากากเพื่อผลิตและซื้อหน้ากากอนามัยไปบริจาคและแจกจ่ายเพิ่มเติม โดยจัดสรรกำไรทั้งหมดจากการดำเนินกิจการโรงงานหน้ากากอนามัยในทุกปีการผลิตแก่หน่วยงานต่าง ๆ ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ฯ ดังนี้ ศูนย์โรคหัวใจ 30% โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ฯ 30% คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 30% และสภากาชาดไทย 10% ทั้งนี้ปัจจุบันซีพี โซเชียล อิมแพคท์ ยังไม่มีการจำหนายให้กับบุคคลภายนอก รวมถึงไม่ได้จำหน่ายในร้าน 7 อีเลฟเว่น แต่อย่างใด

นายศักดิ์ชัย บัวมูล ผู้รับผิดชอบด้านวิศวกรรมและการออกแบบกระบวนการผลิต โรงงานหน้ากากอนามัยซีพี กล่าวว่า โรงงานหน้ากากอนามัยซีพีใช้เวลาก่อสร้างด้วยความรวดเร็วภายใน 5 สัปดาห์เพื่อเร่งบรรเทาวิกฤตการขาดแคลนหน้ากากอนามัย โดยให้ความสำคัญและมุ่งเน้นเรื่องคุณภาพและมาตรฐานการผลิตตั้งแต่การออกแบบห้องคลีน รูม (Clean Room) โดยนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิตและเชื่อมต่อกับระบบเอไอที่ได้รับความร่วมมือจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพการผลิตและการบรรจุ ซึ่งในทุกขั้นตอนเชื่อมต่อเป็นระบบอัตโนมัติและใช้กำลังคนน้อยที่สุดเพื่อให้หน้ากากอนามัยที่ผลิตปลอดเชื้อเป็นไปตามมาตรฐานสากล รวมทั้งผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ตลอดจนกรมการค้าภายใน (คน.) กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามการผลิตหน้ากากอนามัยของโรงงานตลอดเวลาเนื่องจากหน้ากากอนามัยเป็นสินค้าควบคุม

หน้ากากอนามัยซีพีที่ผลิตเป็นหน้ากากอนามัยที่เรียกว่า Surgical Mask จัดอยู่ในกลุ่มของอุปกรณ์หรือเครื่องมือทางการแพทย์ โดยหน้ากากอนามัยซีพี ประกอบด้วย 3 ชั้น ชั้นแรก เป็นนอนวูฟเวนชนิดสปันบอนด์ (สีเขียว) เคลือบสารไฮโดรโฟบิก ซึ่งมีคุณสมบัติป้องกันน้ำ ชั้นต่อมา เป็นนอนวูฟเวนชนิดเมลต์โบลน (สีขาว) ใช้ป้องกันเชื้อโรค และชั้นสุดท้าย เป็นนอนวูฟเวนชนิดสปันบอนด์ (สีขาว) โดยวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการผลิตล้วนมีคุณภาพได้มาตรฐาน อาทิ นอนวูฟเวนชนิดเมลต์โบลน (meltblown nonwoven) ซึ่งเป็นแผ่นป้องกันเชื้อโรค ได้คัดเลือกวัตถุดิบเกรด A ที่ได้มาตรฐานระดับโลก มีประสิทธิภาพในการกรองแบคทีเรีย(BFE) > 99% รวมถึงกรองฝุ่นอนุภาคขนาดเล็ก 0.1 ไมครอน(PFE)เฉลี่ย > 99.9% และได้รับใบรับรองคุณภาพจาก Nelson Labs องค์กรมาตรฐานอุปกรณ์ทางการแพทย์จากประเทศสหรัฐอเมริกา จึงมั่นใจได้ว่าหน้ากากอนามัยซีพีมีคุณภาพและได้มาตรฐานในระดับสูงรายหนึ่งของเมืองไทย

อ่านข่าวต้นฉบับ: โรงงานหน้ากากอนามัยซีพี-รพ.จุฬาลงกรณ์ เปิดบ้านต้อนรับสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ชมกระบวนการผลิต

Categorie: Thailandia